สัญญาเช่าคอนโด คือ หนังสือสัญญาระหว่าง “ผู้ให้เช่า” (เจ้าของห้อง) กับ “ผู้เช่า” ที่ระบุรายละเอียดห้องชุด ค่าเช่า เงินประกัน ระยะเวลาเช่า และเงื่อนไขการอยู่อาศัยไว้เป็นลายลักษณ์อักษร สัญญาเช่าคอนโดที่รัดกุมควรครอบคลุมอย่างน้อย 15 ข้อสำคัญ เพื่อคุ้มครองทั้งผู้เช่าและเจ้าของ และป้องกันข้อพิพาทเรื่องเงินประกันหรือความเสียหายเมื่อสิ้นสุดสัญญา
ก่อนเซ็นสัญญาเช่าคอนโด ผู้เช่าหลายคนมองข้ามรายละเอียดเล็ก ๆ จนเสียเปรียบภายหลัง โดยเฉพาะเรื่องเงินประกันที่มักถูกหักตอนคืนห้อง บทความนี้อธิบาย 15 ข้อสำคัญของสัญญาเช่าคอนโดทีละข้อแบบเจาะลึก พร้อมดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาเช่าคอนโดที่ใช้ได้จริงไว้ท้ายบทความ หากคุณกำลังมองหาห้องอยู่ ดูคอนโดให้เช่าในกรุงเทพทั้งหมดได้เลย
- สัญญาเช่าคอนโดคืออะไร และมีผลทางกฎหมายอย่างไร
- กลุ่มที่ 1: คู่สัญญาและรายละเอียดห้องชุด
- กลุ่มที่ 2: เงิน ค่าเช่า และค่าใช้จ่าย
- กลุ่มที่ 3: ระยะเวลา การเลิกสัญญา และกฎการอยู่อาศัย
- เงินประกันและการคืนเงิน: จุดพิพาทที่พบบ่อยที่สุด
- เปรียบเทียบหน้าที่ผู้เช่ากับเจ้าของห้อง
- ดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาเช่าคอนโดที่ใช้ได้จริง
- คำถามที่พบบ่อย
สัญญาเช่าคอนโดคืออะไร และมีผลทางกฎหมายอย่างไร
สัญญาเช่าคอนโดเป็น “สัญญาเช่าทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 เป็นต้นไป กล่าวคือ ผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรืออยู่อาศัยในห้องชุด และผู้เช่าตกลงจ่ายค่าเช่าเป็นการตอบแทน เมื่อทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย สัญญาก็มีผลบังคับใช้ทันที ไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียน ยกเว้นกรณีเช่าเกิน 3 ปีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับได้เพียง 3 ปีเท่านั้น
สัญญาที่ดีต้องระบุองค์ประกอบหลักให้ครบ ได้แก่ คู่สัญญา ห้องชุดที่เช่า ค่าเช่าและกำหนดชำระ และระยะเวลาเช่า แต่สิ่งที่ทำให้สัญญา “รัดกุม” จริง ๆ คือรายละเอียดปลีกย่อยเรื่องเงินประกัน สภาพห้อง ความรับผิดชอบค่าซ่อม และเงื่อนไขการคืนเงิน ซึ่งเป็นจุดที่เกิดข้อพิพาทมากที่สุด เราจะแบ่ง 15 ข้อออกเป็น 3 กลุ่มเพื่อให้เข้าใจง่าย คือ (1) คู่สัญญาและตัวห้อง (2) เงินและค่าใช้จ่าย และ (3) ระยะเวลา การเลิกสัญญา และกฎการอยู่อาศัย
กลุ่มที่ 1: คู่สัญญาและรายละเอียดห้องชุด
1. คู่สัญญา (ผู้ให้เช่าและผู้เช่า)
ระบุชื่อ-นามสกุลและเลขบัตรประชาชนของทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าให้ตรงกับบัตรจริง หากผู้เซ็นเป็นตัวแทนหรือนายหน้า ต้องมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของห้องแนบมาด้วย เพราะการทำสัญญากับผู้ที่ไม่มีสิทธิให้เช่าอาจทำให้สัญญาไม่สมบูรณ์และผู้เช่าเสียเงินฟรี
2. การตรวจกรรมสิทธิ์ห้องชุด
ก่อนเซ็น ควรขอดูโฉนดห้องชุด (หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือ อ.ช.2) เพื่อยืนยันว่าผู้ให้เช่าเป็นเจ้าของห้องนั้นจริง และชื่อในโฉนดตรงกับชื่อในสัญญา ขั้นตอนนี้ป้องกันมิจฉาชีพที่นำห้องคนอื่นมาปล่อยเช่า ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในตลาดคอนโดให้เช่า
3. รายละเอียดห้องชุดที่เช่า
สัญญาต้องระบุเลขที่ห้อง ชั้น ชื่อโครงการ และเนื้อที่ (ตารางเมตร) ให้ตรงกับห้องที่เข้าชมจริง รวมถึงระบุว่าเช่าแบบมีเฟอร์นิเจอร์ (fully furnished) หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าห้องที่ได้จริงต่างจากที่ตกลง
กลุ่มที่ 2: เงิน ค่าเช่า และค่าใช้จ่าย

4. ค่าเช่าและกำหนดชำระ
ระบุจำนวนค่าเช่าต่อเดือน วันครบกำหนดชำระ (เช่น ทุกวันที่ 5 ของเดือน) ช่องทางการชำระ และการออกหลักฐานการชำระเงิน การเขียนให้ชัดช่วยป้องกันข้อโต้แย้งเรื่อง “จ่ายแล้วหรือยัง” ในภายหลัง
5. เงินประกัน (เงินมัดจำ)
โดยทั่วไปเจ้าของเก็บเงินประกัน 2 เดือน เพื่อเป็นหลักประกันความเสียหาย สัญญาต้องระบุชัดว่าเจ้าของหักเงินประกันได้ในกรณีใดบ้าง และคืนเมื่อใด ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัย เจ้าของเรียกเก็บเงินประกันได้ไม่เกิน 1 เดือนสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าข่าย แต่ในทางปฏิบัติของเจ้าของรายย่อยมักเก็บ 2 เดือน จึงควรตกลงและระบุให้ชัดในสัญญา
6. ค่าเช่าล่วงหน้า
ส่วนใหญ่เจ้าของเก็บค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับเงินประกัน ค่าเช่าล่วงหน้าจะถูกใช้เป็นค่าเช่าของเดือนสุดท้าย (หรือเดือนแรก) ตามที่ตกลง จึงควรระบุให้ชัดว่านำไปหักเป็นค่าเช่าเดือนใด เพื่อไม่ให้สับสนกับเงินประกันตอนคืนห้อง
7. ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าส่วนกลาง
โดยหลัก ค่าส่วนกลาง (ค่านิติบุคคล) เป็นภาระของเจ้าของห้อง ส่วนผู้เช่าจ่ายค่าน้ำค่าไฟตามมิเตอร์ที่ใช้จริง สัญญาควรระบุอัตราค่ามิเตอร์ให้ชัด เพราะบางโครงการคิดค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าการไฟฟ้า และควรระบุว่าใครรับผิดชอบค่าอินเทอร์เน็ตหรือค่าที่จอดรถเพิ่มเติม
กลุ่มที่ 3: ระยะเวลา การเลิกสัญญา และกฎการอยู่อาศัย
8. ระยะเวลาเช่าและการต่อสัญญา
ระบุวันเริ่มและวันสิ้นสุดสัญญาให้ชัด สัญญาเช่าคอนโดส่วนใหญ่มีระยะเวลา 1 ปี พร้อมเงื่อนไขการต่ออายุ หากต้องการเช่าต่อควรระบุว่าจะแจ้งล่วงหน้ากี่วันและปรับค่าเช่าได้หรือไม่ การเช่าเกิน 3 ปีต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินจึงจะบังคับได้เต็มระยะ
9. สภาพห้องและบัญชีทรัพย์สิน
ควรแนบ “บัญชีทรัพย์สิน” ที่ระบุเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ที่รวมในการเช่า พร้อมถ่ายรูปสภาพห้องในวันเข้าอยู่เก็บไว้ทั้งสองฝ่าย เอกสารชุดนี้คือหลักฐานสำคัญที่สุดในการตัดสินว่าความเสียหายเกิดก่อนหรือหลังเข้าอยู่ และช่วยให้การคืนเงินประกันเป็นธรรม
10. ความรับผิดชอบการซ่อมบำรุง
แยกให้ชัดว่าความเสียหายแบบใดเป็นภาระของใคร โดยหลัก การชำรุดจากการใช้งานตามปกติหรือจากโครงสร้าง/อุปกรณ์เดิม (เช่น แอร์เสีย ท่อรั่ว) เป็นความรับผิดชอบของเจ้าของ ส่วนความเสียหายที่เกิดจากความประมาทของผู้เช่าเป็นภาระของผู้เช่า
11. กฎนิติบุคคล สัตว์เลี้ยง และผู้อยู่อาศัย
ตรวจระเบียบนิติบุคคลอาคารชุดว่าอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์หรือไม่ จำกัดจำนวนผู้อยู่อาศัยหรือไม่ และห้ามปล่อยเช่าช่วง (sublet) หรือไม่ ข้อเหล่านี้ควรเขียนไว้ในสัญญาให้ตรงกับระเบียบนิติบุคคล เพื่อไม่ให้ผู้เช่าถูกปรับหรือถูกบอกเลิกสัญญาภายหลัง
12. การบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนด
ระบุระยะเวลาบอกกล่าวล่วงหน้า (มักกำหนด 30 วัน) และผลของการคืนห้องก่อนครบสัญญา เช่น การถูกริบเงินประกัน ผู้เช่าควรอ่านข้อนี้ให้ละเอียด เพราะเป็นจุดที่ทำให้เสียเงินมากที่สุดหากต้องย้ายออกกะทันหัน
13. ค่าปรับและการผิดนัดชำระ
สัญญาอาจกำหนดค่าปรับกรณีชำระค่าเช่าล่าช้า แต่ค่าปรับต้องเป็นธรรมและไม่สูงเกินสมควร หากสูงเกินไปศาลอาจปรับลดลงได้ ควรตรวจอัตราค่าปรับและจำนวนวันผ่อนผันก่อนเซ็น
14. เงื่อนไขการคืนเงินประกัน
ระบุกรอบเวลาการคืนเงินประกัน (เช่น ภายใน 7-30 วันหลังคืนห้อง) และรายการที่หักได้ เจ้าของหักได้เฉพาะความเสียหายที่เกินกว่าการใช้งานตามปกติเท่านั้น ไม่ใช่การเสื่อมสภาพทั่วไป ข้อนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับเรื่องเงินประกันในกลุ่มที่ 2 และเป็นหัวใจของการคืนห้องอย่างเป็นธรรม
15. อากรแสตมป์และการจดทะเบียนเช่า
สัญญาเช่าต้องติดอากรแสตมป์ตามอัตราค่าเช่า (0.1% ของค่าเช่าตลอดอายุสัญญา) และหากเช่าเกิน 3 ปีต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน การละเลยอากรแสตมป์อาจทำให้ใช้สัญญาเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลไม่ได้จนกว่าจะเสียอากรและค่าปรับ
เงินประกันและการคืนเงิน: จุดพิพาทที่พบบ่อยที่สุด
ข้อพิพาทเรื่องสัญญาเช่าคอนโดกว่าครึ่งเกิดจาก “เงินประกัน” ไม่ได้คืนหรือถูกหักเกินจริง วิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือ ในวันเข้าอยู่ให้ถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอสภาพห้องทุกมุม รวมถึงจุดที่มีรอยตำหนิอยู่แล้ว ส่งให้เจ้าของรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร และเก็บบัญชีทรัพย์สินไว้ให้ครบ เมื่อคืนห้อง เจ้าของจะหักเงินประกันได้เฉพาะความเสียหายที่เกิดใหม่และเกินกว่าการใช้งานปกติเท่านั้น หากสัญญาเขียนกว้างเกินไปว่า “หักตามความเหมาะสม” ผู้เช่าจะเสียเปรียบ จึงควรให้ระบุรายการและกรอบเวลาคืนเงินให้ชัดที่สุดก่อนเซ็น
สำหรับผู้ให้เช่าที่มีห้องให้เช่าตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป ประกาศ สคบ. พ.ศ. 2568 กำหนดเพดานเงินประกันรวมกับค่าเช่าล่วงหน้าไว้ไม่เกิน 3 เดือน และกำหนดเวลาคืนเงินประกันไว้ภายใน 7 หรือ 14 วัน ดูรายละเอียดในกฎเงินประกันห้องเช่าตาม สคบ. และวิธีทวงเงินคืน
เปรียบเทียบหน้าที่ผู้เช่ากับเจ้าของห้อง

เมื่อเข้าใจว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน การเจรจาและการอ่านสัญญาก็ง่ายขึ้น หากมีข้อใดในสัญญาที่ผลักภาระให้ผู้เช่ามากกว่ามาตรฐานข้างต้น ควรเจรจาแก้ไขก่อนลงลายมือชื่อ
ดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาเช่าคอนโดที่ใช้ได้จริง
คุณสามารถดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาเช่าคอนโด (ไฟล์ PDF/Word) ที่มีครบทั้ง 15 ข้อข้างต้นได้จากลิงก์ด้านล่าง นำไปกรอกและปรับใช้กับห้องของคุณได้ทันที แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายอ่านทุกข้อก่อนลงลายมือชื่อ และเก็บสัญญาไว้คนละฉบับ เมื่อพร้อมทำสัญญาแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือเลือกห้องที่ใช่ — เริ่มจากดูคอนโดให้เช่าในกรุงเทพ หรือปรึกษาทีมงานของเราให้ช่วยตรวจสัญญาก่อนเซ็น สำหรับผู้ที่ปล่อยห้องเช่า ควรศึกษาเรื่องภาษีจากการปล่อยเช่าคอนโดเพิ่มเติมด้วย
คำถามที่พบบ่อย







